ครู : ผู้นำการเปลี่ยนแปลง

          ครู : ผู้นำการเปลี่ยนแปลง: เป็นข้อคิดสั้นๆ ที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้บริหารและครู ในการที่จะนำไปเป็นหลักการหรือแนวทางในการปฏิบัติตนสู่การพัฒนางานในยุคของการเปลี่ยนแปลงหรือยุคปฏิรูปการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลอย่างแท้จริง ซึ่งขอนำเสนอข้อคิดควรจำไว้เป็นข้อๆ ดังนี้ คือ        

                 1. การเปลี่ยนแปลงต้องยอมรับ : ในปัจจุบันสังคมเปลี่ยนแปลงไปทุกขณะจิต เราไม่อาจยืนอยู่ที่เดิมได้เหมือนอย่างที่เคยปฏิบัติกันอยู่ด้วยความเคยชิน *เดี๋ยวนี้คนอื่นเขาปรับตัวตื่นแต่เช้าไปทำงาน แต่เราก็ยังตื่นสายไปทำงานสายเหมือนเดิม *คนอื่นเริ่มฝึกฝนพัฒนาตนเอง แต่เรายังเฉยเฉยอยู่เข้าทำนองข้าไม่รับ ไม่รู้ ไม่ดู ไม่เห็นและกลับมีความคิดว่า..ปล่อยให้พวกคนบ้าทำไป  ...สุดท้ายแล้วเมื่อไรจะก้าวตามเขาทัน

                 2. ปรับตัวดีไม่ต้องรอเวลา : ตัดสินใจเริ่มต้นใหม่ทันทีในทุกเรื่องที่คิดและวิเคราะห์แล้วว่าถ้ากระทำแล้วจะเกิดผลดีทั้งตนเองและสังคม อย่าพยายามผัดวันประกันพรุ่งเช่น *อยากหยุดกินเหล้าก็ต้องรอให้เข้าพรรษาเสียก่อน *อยากทำบุญก็ต้องรอให้รวยกว่านี้เสียหน่อย *อยากลดความอ้วนเอาไว้เดือนหน้าก็แล้วกัน *จะพัฒนาตนเองก็ต้องรอให้ถูกบังคับหรือสถานการณ์มันรัดตัวเสียก่อน...และเมื่อใดที่คิดได้เมื่อนั้นก็สายไปเสียแล้ว

                 3. มองปัญหาเป็นของหวาน : จะกระทำสิ่งใดใดก็แล้วแต่อย่ามัวไปนึกถึงแต่ปัญหาแฝงไปด้วยความวิตกกังวลนานาประการแล้วความสำเร็จของงานตามที่หวังไว้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าเรามัวแต่คิดว่า *งานนี้จะเอาเงินที่ไหน *จะมีใครช่วยบ้าง *เวลาก็น้อยจัง *งานก็รัดตัว *จะทำได้หรือ *ทำเสร็จแล้วจะดีหรือ *เจ้านายจะพอใจหรือเปล่า... สรุปแล้วก็อย่าไปทำมันเสียเลยดีกว่ามีปัญหามากนัก..อย่างนี้เป็นอันว่าการที่จะมุ่งมั่นพัฒนาตนเองจบสิ้นกัน..

                 4. ยอมรับการเป็นตัวเรา: โดยหลักของธรรมชาติเรื่องการมองดูตัวเราที่เป็นตัวจริงๆแล้วสายตาคนอื่นย่อมยุติธรรมกว่าสายตาเราที่มองตัวเราเอง *คนที่รู้จักตนเองนั้นเมื่อถูกตำหนิ..ถูกสั่งสอนอบรมแล้วเกิดการยอมรับและนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมให้ดีขึ้นต่อไป *ส่วนคนที่ไม่รู้จักตนเองมักจะเป็นคน..ใจน้อย ใจดำ ไม่ฟังใคร และยึดถือคติที่ว่า กูต้องแน่ แพ้ไม่เป็น เห็นแก่ตัว โดยยึดผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ของส่วนรวม

                 5.  พึ่งพาเขาให้น้อยนิด: ยึดหลัก"ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" คือการพึ่งตนเองให้มากที่สุด โดยคิดที่จะพึ่งคนอื่นให้น้อยลง ซึ่งจะทำให้เรารู้งาน มีประสบการณ์และมีศักยภาพในการปฏิบัติงานสูงขึ้นจนเป็นที่ยอมรับบุคคลและสังคมโดยทั่วไป ถ้าเรา.. *ทำมาก..รู้งานมาก/อ่านมาก..รู้เรื่องต่างๆมาก *ปฏิบัติเอง..รู้ลึก รู้กว้าง รู้ไกล..วิสัยทัศน์เกิด อย่ามัวคิดแต่ที่จะคอยหวังพึ่งคนอื่นอยู่ตลอดเวลาแล้วสุดท้ายเราก็จะทำอะไรไม่เป็นและจะกลายเป็นคนที่สังคมยุคใหม่เขาไม่ต้องการเช่น *จะกินข้าวยังต้องรอให้คนอื่นตักให้ *อยากบอกรักเขายังบอกผ่านแม่สื่อ *จะทำแผนการสอน/ทำผลงานก็คิดแต่จ้างคนอื่นทำให้..ท้ายที่สุดเราจะกลายเป็นคนที่พบแต่ความผิดหวัง ในชีวิตจริง.

                 6. มุ่งคิดพัฒนาตน: การศึกษาหาความรู้ด้วยการศึกษาจากเอกสาร ตำรา สื่อต่างๆหรือจากสังคมในปัจจุบัน เพื่อเก็บเกี่ยวนำสิ่งที่ดีมีประโยชน์มาพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง ข้อคิดควรปฏิบัติที่จะนำไปสู่การยอมรับในการพัฒนาตนเองได้นั้นจะต้อง..* เริ่มต้นที่ใจ..ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจในการมุ่งมั่นสู่การพัฒนาตน *แก้ไขวาจา..คือการพูดดีมีจรรยาบรรณในการพูด *กายาควบคุม..ด้วยการสร้างบุคลิกให้สง่างามในทุกๆด้าน *อ่อนนุ่มทำดี..ต้องมีสัมมาคารวะ นบน้อมถ่อมตนกับทุกคนและทุกสถานการณ์ *มีมนุษยสัมพันธ์..มีคุณลักษณะเป็นนักประสานคนและประสานงาน * สร้างสรรค์ประโยชน์..ทุ่มเทให้กับงานด้วยการยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ

                 7. ฝึกฝนสร้างกำลังใจ: หัวใจอ่อนๆของเราเมื่อทุ่มเทอย่างสุดกำลังทั้งร่างกายและจิตใจในการกระทำสิ่งใดลงไปแล้วเมื่อผิดหวัง ย่อมเกิดความท้อแท้ หมดกำลังใจที่จะทำอะไรต่อไป เราจึงจำเป็นต้องรู้จักคิดและหมั่นฝึกฝนเพื่อเพิ่มพลังในการสร้างกำลังใจให้กับตนเองด้วยการคิดและปฏิบัติ..*เสริมแรงให้ตนเอง..ให้มีพลังในการต่อสู้เพื่อการเอาชนะอุปสรรคในชีวิต *ทุกอย่างต้องใช้เวลา..เวลาเป็นเครื่องคลี่คลายสถานการณ์ในยามคับขันเมื่อเกิดปัญหาในเรื่องคนแต่ในเรื่องงาน..ความรวดเร็วบางครั้งทำให้งานสำเร็จแต่ขาดคุณภาพ *ทุกเรื่องย่อมมีอุปสรรค..เป็นธรรมชาติของสังคมแต่ต้องเรียนรู้วิธีคิด วิธีแก้ไขด้วยเหตุและผล *ให้กำลังใจกับตนเอง..ตัวเรามิใช่เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ ควรให้หรือหาสิ่งที่ดีดีแก่ชีวิตเราบ้าง

                 8. อย่าเก่งคนเดียว: การอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะในองค์กรจำต้องนำหลักการ"การมีส่วนร่วม"มาใช้และไปสู่ความสมัครสมานสามัคคีร่วมมือกันทั้งด้านความคิด การวางแผนงาน การปฏิบัติงาน การควบคุมตรวจสอบและการปรับปรุงแก้ไขเพื่อความสำเร็จของงานตามเป้าหมายที่วางไว้ *อย่าคิดว่าตนเองเหนือหรือเก่งกว่าคนอื่นในทุกๆเรื่อง..รับหนังสือเอง(ฉันรู้ระบบการจัดเก็บเอกสาร)/พิมพ์เอง(คนอื่นช้า..ผิดมาก)/รับโทรศัพท์เอง(คุณพูดไม่เพราะ)/ชงกาแฟเอง(ฉันรู้ใจคนมากที่สุด)/เสนอแผนงานหรือโครงการเอง(ถ้าพวกคุณเสนอไม่มีทางได้รับการอนุมัติ)/ขับรถเอง(คนอื่นขับไม่ปลอดภัย)..แต่ถ้าเรื่องสอนฉันยอมแพ้เพราะเป็นเพียงมีอาชีพครู(ไม่ใช่ครูมืออาชีพ)..และแน่นอนที่สุดคือ คุณจะไม่ประสบผลสำเร็จในชีวิตได้เลยถ้าคุณทำทุกอย่างด้วยตนเองคนเดียว..

                 9. อย่าด่วนสรุปเหตุการณ์: การมองโลกในแง่ดี การวิเคราะห์พิจารณาหาเหตุผล การเข้าใจในความแตกต่างระหว่างบุคคล การสืบหาข้อเท็จจริง ความละเอียดอ่อนและการใช้เวลาที่เหมาะสมเพียงพอ..สิ่งต่างๆที่กล่าวสิ่งที่จะต้องนำมาเป็นหลักในการปฏิบัติเมื่อมีปัญหาหรือเกิดความไม่เข้าใจในเรื่องใดๆที่เกิดขึ้น และคิดอยู่เสมอว่า *เรื่องทุกเรื่องที่เกิดขึ้นย่อมมีเหตุ..มีปัญหา..มีที่มามีที่ไปซึ่งเป็นไปตามหลักของธรรมชาติ *อย่าใจร้อน/คิดวูบคิดไวต่อเหตุการณ์ที่เกิดในทันที..โดยไม่ยั้งคิดชั่งใจไตร่ตรองให้ถ่องแท้เสียก่อน..ควรคิดวิเคราะห์/ใช้เวลา/หาเหตุผลมาลบล้างอย่างละเอียดและรอบคอบเพื่อเป็นแนวทางการแก้ปัญหาในเหตุการณ์เกิดขึ้นและเป็นผลดีต่อไป

               10. สรุปผลงานตามสภาพจริง: การปฏิบัติงานใดๆที่กระทำด้วยการคิดจริง ตั้งใจทำจริง เป็นไปตามขั้นตอน กระบวนการ มีการประเมินผลและการสรุปผลงานตามสภาพจริงอย่างต่อเนื่องย่อมเกิดความยั่งยืน ผลงานที่เกิดขึ้นเป็นความภาคภูมิใจของตนเองและหมู่คณะเป็นที่ชื่นชมของชุมชนและสังคม สามารถยิ้มรับผลที่เกิดจากการตอบรับกลับมาจากชุมชนและสังคมได้อย่างหน้าชื่นตาบาน มิใช่หน้าชื่นอกตรมเพราะถูกตราไว้..ว่าไม่ใช่ของจริง