คุณลักษณะผู้บริหารยุคปฏิรูปการศึกษา  

          บทความเรื่อง “คุณลักษณะผู้บริหารยุคปฏิรูป” เป็นบทความที่ผู้เขียนได้ประยุกต์หลอมรวมความรู้จากเอกสาร ตำราและจากประสบการณ์ในการเป็นผู้บริหารสถานศึกษาที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำเสนอในเรื่องที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์กับผู้บริหารในยุคปัจจุบัน  ซึ่งเนื้อหาของบทความจะมีส่วนสำคัญอยู่ 2 ส่วน คือ

          1. มุมมองของบุคคลทั่วไปที่มีต่อผู้บริหารตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันในเรื่อง ความเชื่อถือที่เกิดจากการพบเห็นอยู่เสมอจนเกิดเป็นนิทานหรือเรื่องเล่าที่กล่าวต่อกันมา รวมถึงการเข้าสู่ตำแหน่งของผู้บริหารสถานศึกษาในสองลักษณะที่ได้บุคคลเข้าสู่ระบบการทำงานที่ปฏิบัติตนแตกต่างกันไป

          2. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในยุคปฏิรูปการศึกษา  ซึ่งเป็นลักษณะส่วนบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาในปัจจุบันสู่อนาคต  ที่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในองค์กรที่ปฏิบัติงานอยู่ให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับมาตรฐานสากล จำนวน 13 ประการ
จากเนื้อหาของบทความทั้ง 2  ส่วน จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความตระหนักให้แก่ผู้บริหารในปัจจุบันทุกคน ได้มองเห็นความสำคัญและคุณค่าของการเป็นนักบริหารจัดการที่ดี มีความสามารถ โดยเฉพาะสามารถบริหารจัดการเพื่อพัฒนาคุณภาพขององค์กรทางการศึกษาที่รับผิดชอบอยู่ให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์แบบให้เป็นที่ยอมรับของสังคมโดยทั่วไปและปฏิบัติตนให้สมกับคำว่า “ สมองเป็นนักบริหาร วิญญาณเป็นครู”

          นิทานเฮฮาหรือเรื่องเล่าในวงเหล้าที่เล่าสืบต่อกันมาหลายยุคหลายสมัยมีจำนวนไม่น้อยที่มีตัวเอกของเรื่องเป็นผู้บริหารซึ่งสามารถสร้างเสียงเฮฮาได้ตลอดมา
                    •   มึงไม่ค่อยรู้อะไร  เป็นแค่ครูใหญ่ก็พอแล้ว  ( ผู้บังคับบัญชาหาตำแหน่งให้คนใกล้ชิด )
                    •   พี่โตแล้วและรู้อะไรมากพี่เป็นครูก็แล้วกัน ส่วนน้องกลางชอบซักถามไฝ่รู้ให้เป็นนักเรียน ส่วนน้องเล็กทำอะไรไม่เป็น ไม่ค่อยรู้เรื่องและชอบเอาแต่ใจตนเอง…ให้เป็นผอ.ก็แล้วกัน  ( การเล่นบทบาทสมมติของพี่น้องสามคน )
                    •   เด็กคนที่ 1 :  เฮ้ย ผอ.มาแล้วเราไปสวัสดีกันเถอะ… 
                         เด็กคนที่ 2 :  กูไม่ไปหรอก  เพราะเดี๋ยวมันก็ออกไป  ( การสนทนาของเด็กอนุบาล 2 คน )
                    •    1.  ผู้บริหารไม่เคยทำอะไรผิด 
                          2.  ถ้าผู้บริหารทำผิด ให้ไปดูข้อ 1 ( หลักการปฏิบัติตนของผู้ใต้บังคับบัญชา )

         จากตัวอย่างในนิทานหรือเรื่องเล่าเหล่านี้ จะเห็นได้ว่ามุมมองของคนทั่วไปในสังคมส่วนใหญ่เห็นผู้บริหารโรงเรียน เป็นผู้นำประเภทไม่เอาไหน     ทำงานไม่เป็น ชอบกินเหล้าเมายา ไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่างแถมยังเผด็จการอีกด้วย  ซึ่งก็คงมีเค้าที่เป็นเรื่องจริงอยู่บ้างเพราะก่อนหน้านี้ การกำกับติดตามดูแล โรงเรียนมิได้เข้มงวดกวดขันในด้านคุณภาพ คือการตรวจสอบคุณภาพตามสภาพจริงเหมือนเช่นปัจจุบัน ดังนั้นความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาตนเอง พัฒนางานเพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้สู่เกณฑ์มาตรฐานที่บุคคลในแวดวงการศึกษาหรือสังคมทั่วไปให้การยอมรับ จึงมิใช่ประเด็นแรกที่ผู้บริหารแบบเดิมโดยทั่วไป คิดจะทำหรอก  แต่สิ่งที่รู้ หรือเห็นกันอยู่ตลอดเวลาที่ผู้บริหารโรงเรียนเขาปฏิบัติกันมาคือ การสั่ง สั่ง สั่งและก็สั่งทุกเรื่องทุกงาน ต้องทันเวลา ต้องมีคุณภาพ ห้ามมีข้อแม้และท้ายสุดคือห้ามถาม ( ถ้าไม่รู้จริงๆ ให้ไปศึกษาหรือลอกแบบจากโรงเรียนอื่นดู ) เมื่อผู้บริหารเป็นอย่างนี้ผลกระทบจึงไปตกอยู่กับครูซึ่ง  เป็นผู้ปฏิบัติโดยตรงที่จะต้องรับภาระงานที่ขาดการวางแผนที่รัดกุม ขาดความรู้ความเข้าใจในงานที่แท้จริง ขาดทิศทางการปฏิบัติที่ชัดเจน สุดท้ายผลงานที่ปรากฏออกมา มักจะไม่มีประสิทธิภาพตามที่ต้องการ สิ่งต่างๆ เหล่านี้สืบเนื่องมาจากความเป็นจริงที่ผู้บริหารส่วนใหญ่ขาดคุณลักษณะที่พึงประสงค์หลายประการ คุณลักษณะที่ขาดหายไปหรือสิ่งที่ผู้บริหารไม่มีนั้นอาจจะมีผลกระทบมาจากสิ่งที่เกี่ยวข้องหลายประการ ซึ่งเป็นข้อสังเกตดังนี้

          *  การเริ่มต้นเข้าสู่ตำแหน่งของผู้บริหารกล่าวคือ ถ้ามาจากการสอบ ก็จะได้ผู้บริหารที่ตรงเป็นไม้บรรทัด ยึดกฎระเบียบเป็นหลักปฏิบัติงานถ้าได้ มาจากการคัดเลือกก็มาจาก ระบบอุปถัมภ์ทำอะไรไม่ค่อยจะเป็น ยึดคุณธรรมนำทางการทำงาน  คน 2 กลุ่ม
จะทำงานแตกต่างกันออกไปซึ่งผลที่เกิดขึ้นคือ กลุ่มหนึ่งได้งาน ( มีประสิทธิภาพหรือเปล่าก็ไม่รู้ ) อีกกลุ่มได้คน ( ได้ทุกคนหรือเปล่าก็ไม่รู้ )  แต่ถ้าบุคคลทั้ง 2 กลุ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนำเอาหลัก นิติธรรมและคุณธรรมมาหลอมรวมกันเป็นหลักการปฏิบัติงานเพื่อการพัฒนาหน่วยงานแล้ว ก็จะทำให้เกิดผลดี และเป็นประโยชน์ต่อองค์กรได้อย่างแท้จริง
 
          *  มีพฤติกรรมการทำงานแบบอยู่ไปวันๆ เช้าชามเย็นชาม ตามๆ เขาไป  ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เป็นอะไร  สิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจเกิดขึ้นภายหลังจากที่ทำอะไรแล้วไม่ได้ดังหวัง  ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ หรือเรื่องความดีความชอบ ( ส่วนใหญ่เป็นประเด็นหลัง ) และอีกประการหนึ่งก็คือไม่รู้จริงๆ เลยไม่รู้จะทำอย่างไร ผลสุดท้ายที่ได้รับก็คือ ความโชคร้ายของนักเรียนและโรงเรียนที่มีผู้บริหารแบบนี้
เมื่อก้าวล่วงมาถึงยุคปัจจุบัน จากกระแสโลกาภิวัฒน์ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายประการคือ การปฏิรูปการศึกษา มีพระราชบัญญัติการศึกษา   แห่งชาติ มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษา รวมทั้งนโยบายและการวางแผนกลยุทธ์ ในการบริหารจัดการงานด้านการศึกษาต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาในระบบโรงเรียนอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง หากผู้บริหารจะยังคงยืนนิ่งอยู่ไปวันๆยึดสุภาษิต “ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม” หรือคติว่า อยู่เฉยๆรอดูเขาไปก่อนถ้าจำเป็นจริง  ก็ลอกเขาก็ได้แล้วละก้อ คงจะต้องจมน้ำตายหรือถูกกระแสน้ำพัดหายไปจากระบบในไม่ช้า ผู้แกร่งกล้าเท่านั้นที่จะยืนหยัดอยู่ได้อย่างสมภาคภูมิ ได้รับการยอมรับและยกย่องจากวงสังคม จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารจะต้องสร้างศักยภาพของตนเองให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์เพื่อให้สอดรับกับยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาตามความคาดหวังของสังคม คุณลักษณะสำคัญที่ผู้บริหารยุคใหม่ควรศึกษาและนำไปปฏิบัติ ซึ่งจะขอนำเสนอ ดังนี้

          1. การพัฒนาตนเอง  ผู้บริหารที่ดีต้องเป็นผู้ใฝ่รู้ รักความก้าวหน้า หมั่นศึกษาค้นคว้าเพื่อพัฒนาตนเองให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากสังคมปัจจุบันเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เปิดกว้างสำหรับทุกคน บุคลากรในโรงเรียนส่วนใหญ่มีการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ผู้บริหารจึงควรพัฒนาตนเองในด้านการศึกษาให้สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการบริหารการศึกษา ทั้งนี้มิใช่เพียงเพื่อให้มีใบปริญญามาประดับเกียรติ แต่เพื่อให้ทรงภูมิรู้ มีความคิดที่ก้าวไกล สามารถนำพาสถานศึกษาไปสู่เป้าหมายปลายทางได้อย่างเป็นระบบ และรวดเร็ว โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างประหยัด แต่เกิดประโยชน์สูงสุด

          2. เก่งและมีวิสัยทัศน์  หมายถึง การเป็นผู้บริหารที่มีความรอบรู้คือ รู้จริง  รู้กว้าง รู้ลึก ของทุกเรื่องในระบบการบริหารงานของโรงเรียนที่รับผิดชอบ สามารถมองเห็นภาพความสำเร็จในอนาคตขององค์กรได้ดังนั้นผู้บริหารยุคใหม่จะต้องมีความเก่งทั้ง 3 ประการดังนี้คือ เก่งตน เก่งคนและเก่งคิด เป็นคุณลักษณะสำคัญที่ผู้บริหารทุกคนพึงมี บุคคลที่บริหารงานสำเร็จตามเป้าประสงค์ได้นั้นจะต้องมีคุณสมบัติในการครองตน รู้จักธรรมชาติ จุดเด่น จุดด้อย   ของผู้ร่วมงาน และรู้จักการวางแผนงานที่รัดกุมชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้มองเห็นแนวทางในการพัฒนางานให้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างเป็นระบบและประสบผลสำเร็จในอนาคตได้

          3. เป็นยอดนักจัดการ   ความสามารถในด้านบริหารจัดการที่ผู้บริหารพึงมีคือ การมีทั้งศาสตร์และศิลป์ในการบริหารจัดการทั้งคนและงาน ซึ่งจะ  ส่งผลให้ผู้บริหารตัดสินใจบริหารจัดการในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งรวมไปถึงการบริหารจัดการและวางแผนงานทุกด้านในโรงเรียนได้อย่างเป็นระบบ มีความสามารถวัดและประเมินผลงานได้อย่างครอบคลุม และมีประสิทธิภาพพร้อมทั้งรายงานหน่วยงานต้นสังกัดได้ทันตามกำหนดเวลา มีระบบงานสารสนเทศที่     เป็นปัจจุบันและทันสมัย สามารถสืบค้นข้อมูลมาใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจสั่งการได้ทันเหตุการณ์ ทั้งนี้การบริหารจัดการงานทุกอย่างล้วนมีเป้าหมาย    สูงสุดที่การยึดประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดแก่ผู้เรียนเป็นสำคัญ

          4. เป็นผู้ประสานที่ดี  ในโรงเรียนหนึ่งแห่งจะมีคน 10 คนหรือ 100 คนก็เหมือนกันคือ ผู้บริหารจะต้องทำงานกับคน  แต่ที่ไม่เหมือนกันคือ  ผู้บริหารคนใดจะสามารถประสานให้คนเหล่านั้นเข้ากันได้มากที่สุดเท่านั้น ถ้าผู้บริหารมีเทคนิค มีความสามารถในการครองใจคนโดยใช้หลักการ “ประสานใจสู่การประสานคน” ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว สิ่งที่จะได้ตามมาคือความสามัคคีในหมู่คณะที่จะรวมพลังกันขับเคลื่อนการพัฒนางานด้านการศึกษาสู่ ความสำเร็จได้ตามวัตถุประสงค์

          5. เทคโนโลยีนำใช้  ยุคนี้เป็นยุคแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ เราสามารถย่อโลกกว้างใหญ่มาไว้ตรงหน้าเราได้ ผู้บริหารจึงไม่ควรละเลยหรือมองข้ามคุณค่าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ควรนำมาปรับเปลี่ยนหรือประยุกต์ใช้ในการพัฒนางานที่รับผิดชอบให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งในรูปแบบของการคิดค้น จัดหา ผลิตสื่อ เครื่องมือ เทคนิควิธีการต่าง ๆ อย่างหลากหลาย โดยเลือกใช้ให้เหมาะสมผู้เรียนและองค์กร

          6. ฉับไวแก้ไขสถานการณ์  ความเคลื่อนไหวของสถานการณ์รอบด้านภายใต้กระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทำให้ผู้บริหารต้องพัฒนาตนเองและเปิดใจยอมรับในความสำคัญของข้อมูลสารสนเทศและนำมาใช้เพื่อการตัดสินใจแก้ไขสถานการณ์หรือวิกฤตต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น การตัดสินใจที่ผิดพลาดย่อมนำมาซึ่งการสูญเสียผลประโยชน์ เสียทรัพยากร เสียโอกาส ตลอดจนเสียความรู้สึกที่ดี หรือแม้กระทั่งเสียความมั่นใจในตนเองไป  ซึ่งไม่อาจจะเรียกกลับคืนมาได้ การคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดกับผู้เรียนและส่วนรวมก่อนการตัดสินใจ การเลือกสร้างวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อย่างฉับไวทันต่อสถานการณ์และอยู่ในเวลาที่กำหนด จึงเป็นคุณลักษณะสำคัญยิ่งที่ผู้บริหารพึงมี

          7.   พัฒนางานอย่างสร้างสรรค์   คือการคิดหรือวางแผนการปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงศักยภาพพื้นฐานของโรงเรียน และความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาให้สูงขึ้นในระดับที่คาดหวัง ทั้งนี้จะต้องเกิดจากการร่วมมือของบุคลากรในสถานศึกษาอย่างแท้จริง ใช้ระบบประชาธิปไตยในการทำงาน ยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ตระหนักในปัญหาและความจำเป็นของโรงเรียนที่จะต้องพัฒนา วางแผนร่วมกัน แผนงานที่วางไว้ต้องสามารถปฏิบัติได้จริง และเน้นผลถาวร ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ความสำเร็จอยู่ที่ผู้บริหารสามารถพัฒนางานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ความทุ่มเท เสียสละและเต็มใจปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลัง  เต็มความสามารถของบุคลากรในสถานศึกษา

          8.  ยึดมั่นประโยชน์ผู้เรียน  งานทุกงานในโรงเรียนล้วนเป็นฟันเฟืองที่ทำงานเกี่ยวพันและต่อเนื่องกันเพื่อประโยชน์สูงสุด คือ พัฒนาผู้เรียนให้ ดี เก่ง และการเรียนรู้อย่างมีความสุขตามศักยภาพแห่งตน การตัดสินใจทำงานใด ๆ ในโรงเรียนจึงต้องคำนึงถึงจุดนี้เป็นหลัก หากงานนั้นทำให้ “ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ แท้จริง ” ได้ นั่นคือ สิ่งที่ผู้บริหารควรกระทำเป็นลำดับแรก โรงเรียนที่มีชื่อเสียง ได้รับความศรัทธาและการยอมรับจากผู้ปกครองจนต้องมีการสอบแข่งขัน   คัดเลือกเข้าเรียน หรือใช้ระบบเส้นสายกันจนเป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์บ่อย ๆ  ล้วนมาจากศักยภาพของผู้เรียนทั้งสิ้น ผู้บริหารจึงควรตระหนักในเรื่อง ดังกล่าว ปลุกจิตสำนึกของบุคลากรและเพื่อนร่วมงานให้เห็นคุณค่าของการพัฒนาผู้เรียนนำพาให้ทุกคนปฏิบัติงานทุกอย่างภายใต้อุดมการณ์นี้อย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดผลเชิงประจักษ์ มากกว่าที่จะทุ่มงบประมาณ พัฒนางานบางด้านที่เป็นเพียงองค์ประกอบภายนอกเป็นแบบ “ผักชีโรยหน้า” ปกปิดช่องโหว่ทั้งด้านคุณภาพผู้เรียน ซึ่งกระทำได้ไม่นาน เพราะปัจจุบันระบบการประเมินภายนอก จะขุดคุ้ยจุดอ่อนเหล่านี้ให้ปรากฏ และเผยแพร่ให้สาธารณชนรับรู้ได้ไม่ยาก

          9. ปรับเปลี่ยนเพื่อการพัฒนา  บางครั้งมุมมองใหม่ในสถานการณ์เดิม อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ ผู้บริหารควรเป็น     ผู้ฉับไวในการสร้างวิกฤตให้เป็นโอกาส หรือฉกฉวยโอกาสที่จะพัฒนาองค์กรได้ทุกสถานการณ์  การตระหนักในปัญหา และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมรอบด้าน การมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล  จะส่งผลให้ผู้บริหารสามารถวางแผนรองรับการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนดำเนินกิจกรรมได้สอดคล้องกับสถานการณ์ในอนาคตได้อย่างสร้างสรรค์

          10.  เก่งวิชาการ   ในเมื่องานวิชาการคือ หน้าที่หลักหรือเป็นหัวใจของโรงเรียน ผู้บริหารจะละเลยยกให้ครูทำหน้าที่กันไปตามมีตามเกิด ย่อมไม่ถูกต้องด้วยประการทั้งปวง เพราะผู้บริหารคือผู้นำ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาตนเองให้มีความรู้ด้านวิชาการในระดับที่สามารถให้คำปรึกษาแนะนำแก่ ครูในโรงเรียนได้ ซึ่งความรู้เหล่านี้หาได้ไม่ยากนักทั้งจากการสนทนาแลกเปลี่ยน การเข้ารับการฝึกอบรม  การศึกษาดูงาน การศึกษาจากเอกสาร ตำรา การสืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตหรือแม้แต่การทดลองสอนจริงในชั้นเรียน ล้วนเป็นแนวทางที่จะก่อให้เกิดความรอบรู้แตกฉานในด้านวิชาการทั้งสิ้น เมื่อผู้บริหารเชี่ยวชาญวิชาการ มีการสังเกตชั้นเรียน นิเทศการสอน ตรวจแผนการสอน อย่างสม่ำเสมอตลอดเวลาแล้ว ก็ย่อมรู้เทคนิค วิธีการจัดการเรียนการสอนที่ดีและเหมาะสม สามารถให้คำปรึกษาแนะนำที่ดีแก่ครูและเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างแท้จริง ครูเองก็จะต้องเร่งปรับปรุงแก้ไข ตลอดจนพัฒนาตนเองให้สามารถทำงานในหน้าที่ได้ดียิ่งขึ้นตามคำชี้แนะของผู้บริหาร ผลดีที่จะตามมาก็คือ การได้รับการถ่ายทอดความรู้ ทักษะกระบวนการ และเจตคติที่ดีของนักเรียนนั่นเอง เมื่อนักเรียนดีมีคุณภาพปรากฏแก่สายตาของสังคม ชื่อเสียง ศรัทธา ค่านิยม และความเชื่อมั่น ที่มีต่อโรงเรียนก็จะตามมา และนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าของสถานศึกษาในโอกาสต่อไปอย่างยั่งยืน

          11.  ผู้ร่วมงานรักใคร่  การที่จะบริหารงานบุคลากรเพื่อนำไปสู่การพัฒนางานให้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพได้นั้น จะต้องมีเทคนิคด้านการจูงใจเป็นสำคัญ  ผู้บริหารจะต้องพูดจริง ทำจริง มีความจริงใจ และอย่าคิดว่าเราสูงกว่าเขาให้ความสำคัญกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน สร้างความรู้สึกในความเป็น เจ้าของร่วมกันขององค์กร  ไม่ลืมสิ่งสำคัญคือการบำรุงขวัญ ชีวิตและจิตใจ การมีน้ำใจ การเห็นอกเห็นใจผู้ร่วมงาน เป็นการสร้างขวัญกำลังใจที่เยี่ยมยอด ความรักใคร่ของผู้ร่วมงานทุกคน ที่มีต่อผู้บริหารเป็นการนำมาซึ่งพลังแห่งความร่วมมือเพื่อการสร้างสรรค์องค์กร ดังคำกล่าวที่ว่า“ ได้ใจ ได้คน ได้งาน ” 

          12. ใช้วิจัยเป็นงานเด่น  พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หมวด 4 มาตรา 30 ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า “ ผู้บริหารต้อง     สนับสนุนให้ครูทำวิจัยและใช้วิจัยเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนางาน ” ผู้บริหารจึงควรพัฒนาตนเองให้มีความรู้งานด้านการวิจัย สนับสนุนให้บุคลากรทำงานวิจัยด้านการศึกษาและนำข้อความรู้ที่ได้จากการวิจัยมาพัฒนาผู้เรียนและองค์กร พร้อมทั้งสามารถใช้กระบวนการวิจัยเป็นแนวทางการปฏิบัติงานที่รับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถเผยแพร่ผลงานวิจัยที่ทำอันที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ แก่หน่วยงานทางการศึกษาต่อไป